ฟาเบรกาส" กินขาด เปิดแท็กติก "โคโม่" ถล่ม "แมนยู" ทำ "คาร์ริค" ตกที่นั่งลำบาก โคโม่ ของ เชส ฟาเบรกาส โชว์แท็กติกเหนือชั้น ไล่ถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หลังเจาะจุดอ่อนแนวรับและช่องว่างระหว่างแดนกลางกับแนวรับได้อย่างอยู่หมัด โดยมี นิโก ปาซ เป็นหัวใจสำคัญของเกมรุก ความแตกต่างสำคัญของเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางระบบและการใช้พื้นที่ในสนามของฟาเบรกาส ซึ่งเอาชนะการแก้เกมของ ไมเคิล คาร์ริค ได้อย่างชัดเจน โคโม่ ครองพื้นที่เหนือกว่า ใช้ระบบ 3-2-5 เล่นงานผีแดง ฟาเบรกาส วาง 4-2-3-1 แต่เมื่อครองบอล ทีมสามารถปรับรูปแบบเป็น 3-2-5 โดยให้ฟูลแบ็กอย่าง ยาน คูโต้ และ อเล็กซ์ บาเย่ เติมเกมสูงเพื่อยืดแนวรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกจากกัน พร้อมเปิดพื้นที่บริเวณช่องระหว่างเซ็นเตอร์แบ็กกับกองกลาง จุดสำคัญคือการเปิดอิสระให้ นิโก ปาซ รับบทเพลย์เมกเกอร์หมายเลข 10 คอยเคลื่อนที่หาพื้นที่ว่างระหว่างแผงมิดฟิลด์กับแนวรับคู่แข่ง ซึ่งทำให้ ยูริ ตีเลอมันส์ และ อันเดรย์ ซานโตส ตัดสินใจได้ยากว่าจะถอยลงไปป้องกันหรือขยับขึ้นไปกดดัน ปาซทำผลงานโดดเด่นด้วยการยิง 2 ประตู พร้อมทำอีก 1 แอสซิสต์ กลายเป็นผู้เล่นที่สร้างความแตกต่างให้กับเกมนี้อย่างแท้จริง เพรสซิ่งเป็นทีม บีบแมนยูจนขึ้นเกมไม่ได้ อีกหนึ่งอาวุธสำคัญของโคโม่คือการเพรสซิ่งอย่างมีแบบแผน โดยไม่ได้วิ่งไล่กดดันคู่แข่งตลอดเวลา แต่เลือกตั้งรับในระดับกลางสนาม ก่อนเร่งเข้าบีบเมื่อแมนฯ ยูไนเต็ดส่งบอลออกไปยังฟูลแบ็ก วิธีดังกล่าวช่วยปิดเส้นทางการจ่ายบอลไปหา บรูโน แฟร์นันด์ส และบังคับให้ทีมเยือนต้องเล่นบอลยาว ซึ่งแนวรับโคโม่สามารถจัดการได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน มักซิโม เปร์โรเน ยังถอยลงมาอยู่ระหว่างเซ็นเตอร์แบ็กเพื่อช่วยขึ้นเกมจากแดนหลัง สร้างความได้เปรียบด้านจำนวนผู้เล่นในจังหวะเริ่มต้นบุก และทำให้โคโม่หลุดจากการเพรสซิ่งของแมนฯ ยูไนเต็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดอ่อนแมนยู ช่องว่างแดนกลางถึงแนวรับ ฝั่งแมนฯ ยูไนเต็ดใช้ระบบ 4-2-3-1 เช่นกัน แต่ปัญหาสำคัญคือการยืนตำแหน่งของผู้เล่นแต่ละแนวไม่สัมพันธ์กัน เมื่อ แฮร์รี แม็กไกวร์ และ มัทไธส์ เดอ ลิกต์ ต้องถอยต่ำเพื่อป้องกันการถูกโจมตีด้วยความเร็ว แดนกลางกลับไม่ได้ถอยลงมาปิดพื้นที่ตาม ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างกองกลางกับแนวรับ ตีเลอมันส์และซานโตสไม่สามารถคอยป้องกันพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ ทาซอส ดูวิคัส และ ยาโก รามอน วิ่งโจมตีพื้นที่อันตรายได้บ่อยครั้ง นอกจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังขาดรูปแบบการเข้าทำที่ชัดเจน บรูโนต้องถอยลงมารับบอลลึกจนไม่สามารถสร้างสรรค์เกมในพื้นที่สุดท้ายได้เต็มที่ ส่วน ไบรอัน เอ็มเบอโม่ และ มาเธอุส คุนญา มักถูกทิ้งให้เล่นริมเส้นโดยขาดการสนับสนุน แม้ทีมเยือนจะยิงทั้งหมด 13 ครั้ง แต่หลายจังหวะเป็นการยิงจากระยะไกลหรืออยู่ภายใต้แรงกดดัน จึงไม่สามารถสร้างโอกาสสวนกลับที่มีคุณภาพได้มากพอ “ปาซ” คือกุญแจสำคัญที่ทำลายโครงสร้างผีแดง พื้นที่ระหว่างแดนกลางกับแนวรับของแมนฯ ยูไนเต็ด คือจุดที่โคโม่ใช้สร้างความได้เปรียบ โดยฟาเบรกาสสั่งให้ปาซเคลื่อนที่เข้าไปในพื้นที่ฮาล์ฟสเปซฝั่งขวาอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนที่ของปาซบีบให้ซานโตสต้องขยับออกจากตำแหน่ง เมื่อกองกลางแมนฯ ยูไนเต็ดตามไปประกบ พื้นที่ตรงกลางก็เปิดกว้างขึ้นให้ผู้เล่นโคโม่เข้าทำประสานงานกันได้สะดวก แทนที่จะเน้นเพียงการยิงประตูให้มากกว่า โคโม่กลับเลือกสร้างโอกาสที่มีคุณภาพจากการโจมตีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของคู่แข่ง โคโม่มีค่า Expected Goals (xG) อยู่ที่ 1.97 ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ดอยู่ที่ 0.62 สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านคุณภาพของโอกาสที่ทั้งสองทีมสร้างขึ้น คาร์ริคแก้เกม แต่โคโม่ยังคุมสถานการณ์ได้ ช่วงพักครึ่ง คาร์ริกส่ง อาหมัด ดิยัลโล และ คาร์ลอส บาเลบา ลงสนามแทนคุนญาและซานโตส หวังเพิ่มความแข็งแกร่งในแดนกลางและปรับสมดุลของทีม อย่างไรก็ตาม โคโม่ยังเจาะแนวรับทีมเยือนได้ทันที โดยดูวิคัสยิงประตูที่สองในนาทีที่ 49 ก่อนปาซจะทำประตูที่สองของตัวเองให้ทีมหนีเป็น 3-0 หลังนำห่าง ฟาเบรกาสปรับทีมให้รัดกุมขึ้นเป็นระบบ 4-4-1-1 เพื่อรักษาความได้เปรียบ ขณะที่คาร์ริคส่ง โจชัว เซิร์กซี ลงมาแทนบรูโนในนาทีที่ 66 และปรับเกมเป็น 4-4-2 แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดเสียสมดุลในแดนกลางมากขึ้น ก่อนที่รามอนจะเติมขึ้นมาทำประตูที่สี่ในนาทีที่ 76 ส่วนเซิร์กซียิงประตูตีไข่แตกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้ เกมนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญของคาร์ริคว่า การแก้ปัญหาแมนยูไม่ได้มีเพียงเรื่องฟอร์มส่วนบุคคล แต่ต้องยกระดับการยืนตำแหน่ง ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละแนว และความชัดเจนของระบบการเล่นด้วย